“พลอยนั่งคอยอยู่นาน ฝูงชนที่มาคอยถวายบังคมก็มากขึ้นทุกที อากาศที่ครึ้มอยู่ตลอดวันนั้น กลายเป็นเมฆฝนขนาดหนัก บดบังท้องฟ้ามืดมิดไปทั่ว...พลอยขนลุกเมื่อได้ยินเสียงคนเป็นอันมากร้องไห้โฮ ดังมาตั้งแต่ถนนราชดำเนินนอกอันเป็นต้นทาง...พระบรมโกศประดิษฐานอยู่บนพระยานมาศสามลำคาน กั้นกางด้วยพระมหาเศวตฉัตรแลดูสูงทะมื่น ข้ามสะพานมาแล้ว ทุกคนเปล่งเสียงดังร้องไห้ด้วยความรู้สึกจากหัวใจ...”
ในช่วงเวลาแห่งการสูญเสียครั้งใหญ่ในประเทศของเรา
ผมหยิบวรรณกรรมขึ้นหิ้ง “สี่แผ่นดิน” มาอ่านอีกครั้ง โดยเฉพาะในฉากการผลัดแผ่นดิน
เนื้อหาข้างต้นเป็นส่วนหนึ่ง
ที่บรรยายถึงแม่พลอยและบรรยากาศที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาดังกล่าว
ตอนที่แม่พลอยบรรยายถึงความรู้สึกตัวเอง อ่านไปแล้วก็น้ำตาคลอขึ้นมาทันทีนะครับ พร้อมกับรู้สึกว่าเป็นความจริงแท้ ที่คนไทยรู้สึกว่า อะไรส่วนหนึ่งในชีวิตของทุกคนได้หายไปเสียแล้ว
อดนึกต่อไม่ได้ว่า ถ้าท่านผู้เขียน มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะบรรยายความรู้สึกของตัวท่านเอง
ต่อการสูญเสียครั้งนี้ได้ซาบซึ้งกินใจขึ้นอย่างไรบ้าง
มีคำหนึ่งที่ได้เห็นแพร่หลายขึ้นมาในสังคมอย่างมาก
“ฉันเกิดในรัชกาลที่ 9” ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา ท่านครองราชย์อย่างยาวนานมาถึง 70 ปี
ดังนั้นประชากรไทยที่อายุต่ำกว่า 70 ลงมา ล้วนเป็นพสกนิกรไทยที่เกิดในรัชกาลที่
9 ทั้งสิ้น และตอนนี้กลุ่มคนเหล่านี้ (รวมถึงผมด้วย) ก็ได้กลายเป็นคน
2 แผ่นดินแล้ว
เราจะทำให้ความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ ต่อการเสด็จสวรรคตของพระองค์
แปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งความจงรักภักดี การเดินตามรอยพระยุคลบาท และ สร้างสรรค์เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นได้อย่างไรกันดีครับ?
ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่พระองค์ได้แสดงให้ประชาชนเห็น
และเป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปคือ “พระองค์ทรงงานหนักมาก”
ผมขอนำประเด็นนี้มาเป็นจุดตั้งต้น
และเชื่อมโยงไปยังบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ใหญ่มากในประเทศเรา และได้ชื่อว่าเป็น
“ข้าในกิจการของราชา” ใช่ครับ “ข้าราชการ” นั่นเอง ซึ่งในที่นี้จะรวมถึงพนักงานของรัฐใดๆ
ที่รับเงินเดือนจาก ”หลวง” ทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วย
ถ้าตั้งคำถามถึง Productivity
หรือผลิตภาพของราชการไทย ก็ต้องมองทั้งด้าน Output และ Input เรื่อง Input สามารถดูได้จากจำนวนข้าราชการ
หรืองบประมาณประเทศที่ให้กับเงินเดือนข้าราชการ ส่วน Output อาจนับได้เป็นจำนวนบริการ
หรือปริมาณงานที่สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ก็มีข้อจำกัดที่อาจจะวัดได้ไม่งายนักในภาพรวม
เพราะบริการที่ให้กับประชาชนในประเทศมีความหลากหลายมาก
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจมากครับ และผมคิดว่านำมาใช้อธิบาย
Productivity
ของราชการไทยได้เป็นอย่างดี เผยแพร่มาแล้วประมาณปีเศษ จัดทำโดยสถาบันอนาคตไทยศึกษา
สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ต่อภาพรวมของระบบราชการไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ 2547 ถึง 2556 [1]
เริ่มต้นจากด้าน Input
ก่อน ข้อมูลพบว่า จำนวนบุคลากรรวมของภาครัฐ มีจำนวนที่สูงขึ้นมาถึงประมาณ
50% จาก 1.5 ล้าน มาเป็น 2.2 ล้านคน แม้ว่าจำนวนข้าราชการคงที่ ที่ประมาณ 1.3 ล้าน
แต่ ไปเพิ่มที่ พนักงานรัฐ และ ลูกจ้างรัฐ จาก 2 แสน
กลายมาเป็น 9 แสนคน นับเป็นองค์กรที่ใหญ่โตมากๆครับ
นอกจากการโตในด้านจำนวนแล้ว
ผลตอบแทนก็เพิ่มขึ้นมาอย่างมากพร้อมๆกัน เงินเดือนแรกเข้าวุฒิปริญญาตรีเพิ่มขึ้นจาก
6,000
มาเป็น 15,000 บาท
ถ้านับเป็นเปอร์เซ็นต์ก็เท่ากับโตถึง 150% ส่วนต่างที่เคยมีชัดเจน
ระหว่างเงินเดือนราชการและเอกชน โดยเงินเดือนแรกเข้าของราชการอยู่ที่ประมาณ 2
ใน 3 ของเอกชนเท่านั้นได้หายไป และกลายเป็นมากกว่าเอกชนไปแล้ว
แน่นอนว่าถ้ามองเป็นเม็ดเงิน
ที่ประเทศต้องใส่เข้าไปให้กับเงินเดือนบุคลากรรัฐแล้ว ทั้งจำนวนที่เพิ่มขึ้นมา
ผนวกด้วยเงินเดือนที่สูงขึ้น ทำให้งบประมาณของประเทศที่ต้องกันออกมาไว้จ่ายเป็นเงินเดือน
โตขึ้นมามากกว่า 3 เท่าตัว นั่นแปลว่า ถ้าราชการไทยจะรักษา
Productivity ของตัวเอง ก็ต้องสร้าง Output ให้ได้มากขึ้น ด้วยสัดส่วนเดียวกันคือ 3 เท่า
นอกจากการเทียบเคียง (Benchmark) กับตัวเองแล้ว งานวิจัยยังเปรียบเทียบงบประมาณนี้กับประเทศอื่น แต่ไม่ได้เอาตัวเลขมาเทียบกันทันทีเพราะขนาดของประเทศที่ต่างกัน
จึงใช้ตัววัดคือ นำงบประมาณไปเทียบเป็นสัดส่วนต่อ GDP ประเทศ
แล้วค่อยนำมาเทียบกัน ผลลัพธ์พบว่า งบบุคลากรภาครัฐของไทยสูง เป็นอันดับต้นๆ
ในเอเชีย อยู่ที่ประมาณ 7% สูงกว่าเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่
6% ฟิลิปปินส์ที่ 5% หรือสิงคโปร์ที่ 3% ของ GDP
มาดูด้าน Output กันบ้างครับ
อย่างที่กล่าวแล้วว่า วัดตรงไปตรงมาลำบาก ด้วยบริการที่หลากหลาย และจะตีเป็นมูลค่า
ก็ไม่สามารถทำได้ชัดเจนนัก ในงานวิจัยได้ใช้การจัดอันดับมาเป็นตัวประเมิน
โดยตั้งสมมติฐานว่า ถ้า Output ดีขึ้น การจัดอันดับ (Ranking)
ของภาครัฐไทยควรจะดีขึ้น
ในการประเมินโดยธนาคารโลก (World
Bank) ในช่วงปี 2546 ถึง 2556 ต่อธรรมาภิบาลภาครัฐ จากข้อมูลทั้งหมด 196 ประเทศ ผลพบว่า ประเทศเราตัวเลขแย่ลงในหลายๆด้าน
ความมีประสิทธิผลของรัฐบาลไทยอยู่อันดับที่ 74 ตกลงจากอันดับ 65
การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในภาครัฐก็ตกลงจากอันดับ 91 มาเป็นอันดับ 98 ดัชนีการรับรู้เรื่องคอร์รัปชั่น
ก็ร่วงจากอันดับ 70 เป็นอันดับ 102
ดังนั้นถ้าเปรียบเทียบภาพราชการประเทศไทยเป็นองค์กรแห่งหนึ่ง
10
ปี ที่ผ่านไป มีการรับคนเข้ามามากขึ้น
และปรับฐานเงินเดือนให้กับพนักงานด้วย แต่ความสามารถในการสู้กับคู่แข่งกลับลดลง
ถ้าเป็นธุรกิจ ก็คือ ยอดขายหรือส่วนแบ่งการตลาดลดลง
คาดเดาได้นะครับว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับองค์กรธุรกิจนี้
ดังนั้นเมื่อย้อนกลับไปที่เรื่องการแสดงออกถึงความจงรักภักดีแล้ว
นอกจากการสวมชุดดำ และไปกราบไหว้พระบรมศพแล้ว ผมคิดว่าจากตัวอย่างความมุ่งมั่นทุ่มเทในการทำงานของพระองค์
จะทำให้มีคำถามย้อนกลับมายังข้าราชการทุกคนว่า เราได้ทำงานอย่างเต็มกำลังสมกับการได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชนแล้วหรือยัง?
ความจริงพนักงานเอกชนก็ไม่แตกต่างในข้อนี้นะครับ
ว่าเราสร้างคุณค่าให้กับองค์กรมากกว่าเงินเดือนที่เราได้รับจากองค์กรแล้วหรือเปล่า
เพราะถ้าไม่ใช่เสียแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นอะไร ที่องค์กรจะสมควรจ้างเราให้เป็นพนักงานต่อไปใช่ไหมครับ
และจากการทำงานหนัก ด้วยความมุ่งมั่น พัฒนา สร้างสรรค์
ของพระองค์ เพื่อให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ก็จะเป็นแบบอย่างในการตามรอยพระบาท
ที่จะพัฒนางานโดยการแสวงหาหนทาง วิธีการใหม่ ให้ดียิ่งๆขึ้นไปอยู่เสมอ พฤติกรรม ”เช้าชามเย็นชาม”
ควรจะกลายเป็นอดีต เหลือไว้แค่ในพจนานุกรมที่อธิบายความหมายว่า เป็นคำที่ใช้กล่าวถึงพฤติกรรมของข้าราชการในสมัยอดีต
เรามาร่วมกันสร้างพลังสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า
เพื่อเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดีอย่างแท้จริง และยั่งยืนกันดีกว่าครับ

No comments:
Post a Comment