Monday, July 24, 2017

เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) เพื่อการสร้าง ”มูลค่าเพิ่ม” ในอุตสาหกรรมอาหาร


“...รัฐบาลเดินหน้าจัดตั้งเมืองนวัตกรรมอาหารหรือ Food Innopolis หวังเป็นรากฐานให้กับการสร้างมูลค่าเพิ่มและแปรรูปในอุตสาหกรรมอาหารของไทย...นายสมคิด รองนายกฯ กล่าวว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบเรื่องอาหารและวัตถุดิบในการประกอบอาหารที่มีความหลากหลาย ไม่แพ้ประเทศอื่นในโลก แต่มูลค่าการส่งออกอาหารคิดเป็น 6-7% ของ GDP เท่านั้น ...ดังนั้นจึงต้องมีการปรับปรุงระบบการผลิตให้มีการใช้นวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่ามากขึ้น...

เนื้อความข้างต้นนี้ ผมคัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ที่เป็นข่าวหน้าหนึ่ง ว่าด้วยนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารของรัฐบาล โดยการตั้งศูนย์วิจัยอาหาร เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมอาหารสามารถสร้างรายได้กับประเทศให้มากขึ้น เป็นการดำเนินการต่อเนื่องของรัฐบาล ที่มีนโยบายต่อ การสร้าง 5 อุตสาหกรรมใหม่” และ ”ต่อยอด 5 อุตสาหกรรมเดิม” เพื่อสร้าง S-Curve ใหม่ อุตสาหกรรมอาหารเป็น 1 ใน 5 ของกลุ่มอุตสาหกรรมเดิมครับ

จากเนื้อข่าวจะพบคำว่า ”มูลค่าเพิ่ม (Value Added) ความจริงจะว่าไปแล้วเราได้ยินคำนี้ผ่านหูกันบ่อยๆนะครับ ทำให้ผมคิดว่าน่าจะนำแนวคิดของมูลค่าเพิ่มมาพูดคุยกัน ว่ามีความหมายอย่างไร พร้อมกับความสัมพันธ์ระหว่างมูลค่าเพิ่มกับแนวคิดของ “ผลิตภาพ (Productivity) ด้วย

เวลาพูดถึงผลิตภาพ สิ่งที่เป็นการรับรู้ทั่วไป คือการมองภาพรวมตามหลักการ Input => Process => Output ทรัพยากรหรือปัจจัยการผลิต (Input) ที่ใส่เข้าไปในกระบวนการ (Process) เพื่อสร้างผลผลิต (Output) ที่เป็นทั้งสินค้า (Goods) จับต้องได้ หรือบริการ (Service) ที่จับต้องไม่ได้แต่สามารถวัดได้

เวลาวัด Productivity ก็วัดด้วยอัตราส่วนของ  เพื่อให้ทราบได้ว่า Input 1 หน่วยนั้นสามารถนำมาสร้าง Output ได้กี่หน่วย ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว บางทีอัตราส่วนนี้ก็อาจจะกลับหัวกลับหาง กลายเป็น Input ต่อ Output ก็ได้ ตามความสะดวกในการใช้งาน และการสื่อความกับพนักงานในองค์กร

ตัวเลขที่ได้มา จะมีประโยชน์ในการนำมาเปรียบเทียบกับตนเองในอดีตว่า มีการ พัฒนาปรับปรุง เพิ่มขึ้นมาอย่างไรบ้างหรือไม่ และจากฐานที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ จะตั้งเป้าหมายต่อไปในอนาคตที่เท่าไหร่ หรือจะไปเปรียบเทียบกับคนอื่น (Benchmark) เพื่อเสริมจุดแข็ง หาจุดอ่อน ที่จะนำมาปรับปรุงต่อไปก็ได้ครับ

ในโรงงานอุตสาหกรรมโดยทั่วไป รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารด้วย เวลาพูดถึง Input ที่จับต้องได้ วัดได้ มักจะไม่พ้น 3M1E คือ Man (แรงงาน ทั้งแรงงานที่อยู่ในกระบวนการผลิตโดยตรงและพนักงานอื่นๆ) Machine (เครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ทั้งเครื่องจักรในสายการผลิต และที่ใช้ในการสนับสนุนการผลิต) Material (วัตถุดิบ) และ Energy (พลังงานและสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ไฟฟ้า น้ำมัน แก๊ส น้ำ เป็นต้น)

เพื่อให้เห็นภาพเป็นรูปธรรม ผมลองยกตัวอย่าง การวัดผลิตภาพ โดยสมมติว่าเราเป็นโรงงานเงาะกระป๋องกันครับ หากเราต้องการวัดผลิตภาพของการใช้เงาะ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักเพื่อการผลิต เราสามารถคำนวณได้ด้วยการเทียบ Output คือ จำนวนกระป๋อง (หรือจำนวนหีบ) ที่ผลิตได้ ต่อ Input คือ เงาะที่ใช้ไปในโรงงาน ซึ่งวัดน้ำหนักเป็นกิโลกรัม (หรือตัน) ก็จะได้ตัวเลขผลิตภาพของการใช้เงาะ =  ตัวเลขนี้จะบอกเราว่าทุกๆหนึ่งกิโลกรัมของเงาะ สามารถสร้างให้เกิดเงาะกระป๋อง ได้กี่กระป๋อง

ด้วยวิธีการเช่นเดียวกันนี้ เราสามารถคำนวณผลิตภาพของปัจจัยการผลิตอื่นๆได้อีก เช่น หากต้องการทราบความสามารถของแรงงานในการสร้างผลผลิตหรือที่เรียกว่า ผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) ก็จะได้ตัวเลขหน่วยเป็น  แต่ถ้าจะวัดให้ละเอียดชัดเจนขึ้น เพราะแรงงานแต่ละคนอาจจะทำงานมากน้อยไม่เท่ากัน ก็ต้องวัดด้วย “จำนวนชั่วโมงแรงงาน (Man-Hour)” หน่วยก็จะกลายเป็น   ถ้าอยากทราบผลิตภาพของการใช้น้ำ จะได้ตัวเลขหน่วยเป็น   ครับ

มาถึงตรงนี้ก่อนจะว่ากันต่อ อยากให้ท่านผู้อ่านได้ลองหยุดคิดซักนิด และ ตั้งคำถามกับตัวท่านเอง นะครับ ว่าองค์กรหรืออุตสาหกรรมของท่านมีการคำนวณ “ผลิตภาพ” ในรูปแบบใดอยู่แล้วบ้าง? มีแนวโน้มการพัฒนาจากอดีตสู่ปัจจุบันหรือไม่? และเป้าหมายจากปัจจุบันไปสู่อนาคตเป็นอย่างไร?

การพิจารณาที่พูดไปแล้วข้างต้น เป็นการพิจารณาปัจจัยการผลิตแค่บางตัว แต่หากกรณีที่จะวัดปัจจัยหลายๆตัวพร้อมๆกัน สิ่งที่ทำได้คือ ต้องเปลี่ยนจากการวัดทางกายภาพ เช่น กิโลกรัม,คน-ชั่วโมง,คิวบิกเมตร ให้กลายเป็นหน่วยทาง ”มูลค่า”หรือเป็นจำนวนเงินเสียก่อน แล้วจึงค่อยรวมเข้าด้วยกัน ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการวัดผลิตภาพ (Productivity) อาจจะวัดเชิง “กายภาพ” หรือจะวัดเชิง “มูลค่า” ก็ได้


ย้อนกลับมาที่เรื่องมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ที่เปิดเรื่องไว้ เราสามารถอธิบายต่อได้จากตรงนี้ครับ ลองดูภาพประกอบจะทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น กระบวนการของธุรกิจในการผลิต คือการแปลงมูลค่า Input ให้มากขึ้น กลายเป็นมูลค่า Output ส่วนต่างที่เกิดขึ้นนี้นั่นแหละครับ เราเรียกว่า “มูลค่าเพิ่ม” การวัดผลิตภาพด้วย    ก็สามารถวัดได้อีกรูปแบบเป็น   เช่น ถ้า Input ในที่นี้เป็นแรงงานแต่ละคน ก็จะได้ความหมายว่า พนักงานแต่ละคนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ที่เท่าไหร่

ถ้ามองมูลค่าเพิ่มในระดับธุรกิจ คิดคร่าวๆก็เปรียบได้กับกำไรนั่นเอง แต่พอมาพูดระดับประเทศ อุตสาหกรรมแต่ละประเภทมีโครงสร้างในการสร้างรายได้สุทธิให้กับประเทศต่างกัน เพราะมูลค่าของสินค้าหรือบริการ (Output Value) อาจจะไม่ได้ตกอยู่กับประเทศเราเองทั้งหมดนะครับ

ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่แม้ว่าจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจถึงหลักล้านๆบาทต่อปี แต่เราต้อง จ่ายเงินออกไปไม่น้อยให้ต่างประเทศ กับ Input ที่จะต้องใส่เข้าไปในกระบวนการ เช่น เหล็กตัวถังรถ ชิ้นส่วนเทคโนโลยีสูงที่ยังต้องนำเข้ามา เครื่องจักร เครื่องมือที่ใช้ในการผลิตที่เรายังผลิตเองไม่ได้ต้องพัฒนาอีกมาก ต้นทุนการออกแบบรถยนต์ ค่าบุคลากรต่างชาติ ค่า Brand ของบริษัทแม่

แต่ถ้าเป็นอุตสาหกรรมอาหารแล้ว สัดส่วนเม็ดเงินจะตกอยู่กับประเทศมากกว่ามาก เพราะ Input หลักคือวัตถุดิบทั้งหลายเป็นของในประเทศเราเอง (อาจจะมีเรื่องของเครื่องจักรหรือ Know-how การผลิตที่ต้องเสียเงินซื้อจากต่างประเทศ) การส่งเสริมให้อุตสาหกรรมอาหารเจริญเติบโต ย่อมส่งผลต่อภาพรวมของประเทศได้มาก รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่า เป็นการกระจายความมั่งคั่งไปยังเกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบ ซึ่งเป็นประชากรจำนวนมากด้วย

เมื่อมูลค่าเพิ่มเกิดจากปัจจัย 2 ตัว คือ มูลค่าของ Input และ Output ดังนั้น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้นจึงทำได้ 2 แนวทางเช่นกัน คือ “ลดต้นทุน (Cost Reduction) และ “สร้างคุณค่า (Value Creation)

วิธีแรก การลดต้นทุน เป็นการมองไปที่ Input และ ปรับปรุงโดยการใช้ Input ให้น้อยลง โดยพิจารณากระบวนการที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่า มีความสูญเสียอยู่ที่ใดบ้าง หลักการง่ายๆคือ ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ทรัพยากรการผลิตทั้งหลายไม่ได้ถูกนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้ทั้งหมดจริงๆ มีความสูญเสียแทรกอยู่ในกระบวนการเสมอ

หลักการนี้ ถ้าเขียนเป็นภาษาคณิตศาสตร์คือ Input = Output + ความสูญเสีย (Waste) เงาะที่เป็นวัตถุดิบทุกๆลูก ไม่ได้กลายไปเป็นเงาะกระป๋องได้อย่างสมบูรณ์ เพราะสูญเสียไปกับ วัตถุดิบไม่ได้คุณภาพตามที่กำหนด เช่น อ่อนไป แก่ไป ขนาดไม่ได้ เก็บไว้นานเกินไป วางทับกันจนช้ำ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นตอนปอกเปลือกและแงะเมล็ดออก กระบวนการผลิต การขนส่งไม่ดี เกิดของเสีย เป็นต้น

ถ้าเราสามารถลดความสูญเสียลงไปได้มากเท่าไหร่ ก็จะทำให้การใช้ทรัพยากรหรือ Input ลดลง และส่งผลต่อต้นทุนที่ลดลงในที่สุด แนวทางนี้เป็น “กิจกรรมพื้นฐาน” ที่ทุกๆอุตสาหกรรมการผลิตต้องจัดการให้ดี

วิธีที่สอง การสร้างคุณค่า เป็นการมองไปอีกด้านคือที่ Output ว่าจะทำอย่างไรให้ ผลิตภัณฑ์มีมูลค่าให้มากขึ้นในสายตาของผู้บริโภค โดยมูลค่านี้อาจจะมาจากทั้ง Function หรือคุณลักษณะของตัวผลิตภัณฑ์เอง หรือ มาจาก Perception หรือความรู้สึกรับรู้ของผู้บริโภคก็ได้

แผนการตั้งศูนย์วิจัยทางด้านอาหารของรัฐบาลที่กล่าวถึงตั้งแต่เริ่มต้นเรื่อง จึงเป็นการหาทางสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหาร โดยมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นนี้ อาจจะมาได้จากทั้ง 2 วิธี คือ งานวิจัยที่นำไปสู่วิธีการใหม่ที่ใช้ปริมาณ Input หรือ ต้นทุนการผลิตที่ลดลง และ การเพิ่ม Value ให้กับตัวผลิตภัณฑ์

การวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มนี้ คาดหมายว่าจะ ครอบคลุมทั้ง Value Chain ของอุตสาหกรรมไล่มาตั้งแต่ต้นทางคือ Farm หรือพื้นที่การเกษตร การเก็บเกี่ยว ขนส่งวัตถุดิบเข้าสู่อุตสาหกรรม กระบวนการแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การออกแบบบรรจุหีบห่อ จนกระทั่งส่งมอบให้ผู้บริโภค ถ้ายังพูดถึงเงาะอยู่ ต่อไปเราอาจได้เห็นการแปรรูปเงาะที่ไม่ใช่มีแค่ เงาะกระป๋องก็ได้ครับ

สำหรับเรื่อง บรรจุหีบห่อ เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมากในอุตสาหกรรมอาหาร เป้าหมายคือให้ได้ทั้งคุณสมบัติการดูแลรักษาอาหาร และ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าด้วย อุตสาหกรรมอาหารที่ลูกค้าซื้อเพื่อเป็นของฝาก หีบห่อจะยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างมูลค่านะครับ พูดถึงเรื่องนี้ผมมักจะนึกถึงขนมจากญี่ปุ่น ที่เรายอมจ่ายเงินไม่น้อย เพื่อซื้อขนมที่มีหีบห่อและตัวขนมที่สวยงาม แม้ว่าโดยตัวรสชาติจะไม่ได้โดดเด่นอะไร

เนื่องจากงานวิจัยมีต้นทุนไม่ใช่ของฟรี ถ้าเป็นองค์กรใหญ่คงมีแหล่งเงินทุน และ อุปกรณ์เครื่องมือที่ดำเนินการได้เอง แต่ องค์กรรองๆลงมา อาจไม่มีความพร้อมเช่นนั้น รัฐบาลจึงเข้ามาส่งเสริม สนับสนุน ด้วยวิสัยทัศน์ว่า การสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ ต้องสร้างนวัตกรรมให้กับอุตสาหกรรมอาหาร

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยไม่ได้มีแต่มิติด้านวิทยาศาสตร์ที่อาจต้องใช้สตางค์มากๆเท่านั้นครับ การทำความเข้าใจกับพฤติกรรมผู้บริโภค การศึกษา วิเคราะห์ แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับสังคมในอนาคต เช่น สังคมผู้สูงอายุ ผู้ประกอบการสามารถทำได้เอง โดยไม่ต้องใช้เงินทุนสูงมากคือ สิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมีการสนับสนุนจากภาครัฐหรือไม่
นอกจากนั้น การกำหนดตัววัดตามแนวคิดการวัดผลิตภาพ การวัดมูลค่าเพิ่ม ที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว เพื่อเก็บข้อมูล ติดตามผล และประเมินผลอย่างต่อเนื่อง คือภารกิจของผู้บริหารในทุกองค์กร ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้การบริหารจัดการในองค์กร อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง (Management by Fact) และนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการ การสร้างนวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างและรักษาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจครับ

แม่พลอย ราชการไทย และ Productivity


“พลอยนั่งคอยอยู่นาน ฝูงชนที่มาคอยถวายบังคมก็มากขึ้นทุกที อากาศที่ครึ้มอยู่ตลอดวันนั้น กลายเป็นเมฆฝนขนาดหนัก บดบังท้องฟ้ามืดมิดไปทั่ว...พลอยขนลุกเมื่อได้ยินเสียงคนเป็นอันมากร้องไห้โฮ ดังมาตั้งแต่ถนนราชดำเนินนอกอันเป็นต้นทาง...พระบรมโกศประดิษฐานอยู่บนพระยานมาศสามลำคาน กั้นกางด้วยพระมหาเศวตฉัตรแลดูสูงทะมื่น ข้ามสะพานมาแล้ว ทุกคนเปล่งเสียงดังร้องไห้ด้วยความรู้สึกจากหัวใจ...”


ในช่วงเวลาแห่งการสูญเสียครั้งใหญ่ในประเทศของเรา ผมหยิบวรรณกรรมขึ้นหิ้ง “สี่แผ่นดิน” มาอ่านอีกครั้ง โดยเฉพาะในฉากการผลัดแผ่นดิน เนื้อหาข้างต้นเป็นส่วนหนึ่ง ที่บรรยายถึงแม่พลอยและบรรยากาศที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาดังกล่าว

ตอนที่แม่พลอยบรรยายถึงความรู้สึกตัวเอง อ่านไปแล้วก็น้ำตาคลอขึ้นมาทันทีนะครับ พร้อมกับรู้สึกว่าเป็นความจริงแท้ ที่คนไทยรู้สึกว่า อะไรส่วนหนึ่งในชีวิตของทุกคนได้หายไปเสียแล้ว อดนึกต่อไม่ได้ว่า ถ้าท่านผู้เขียน มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะบรรยายความรู้สึกของตัวท่านเอง ต่อการสูญเสียครั้งนี้ได้ซาบซึ้งกินใจขึ้นอย่างไรบ้าง

มีคำหนึ่งที่ได้เห็นแพร่หลายขึ้นมาในสังคมอย่างมาก “ฉันเกิดในรัชกาลที่ 9” ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา ท่านครองราชย์อย่างยาวนานมาถึง 70 ปี ดังนั้นประชากรไทยที่อายุต่ำกว่า 70 ลงมา ล้วนเป็นพสกนิกรไทยที่เกิดในรัชกาลที่ 9 ทั้งสิ้น และตอนนี้กลุ่มคนเหล่านี้ (รวมถึงผมด้วย) ก็ได้กลายเป็นคน 2 แผ่นดินแล้ว

เราจะทำให้ความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ ต่อการเสด็จสวรรคตของพระองค์ แปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งความจงรักภักดี การเดินตามรอยพระยุคลบาท และ สร้างสรรค์เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นได้อย่างไรกันดีครับ? ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่พระองค์ได้แสดงให้ประชาชนเห็น และเป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปคือ “พระองค์ทรงงานหนักมาก”

ผมขอนำประเด็นนี้มาเป็นจุดตั้งต้น และเชื่อมโยงไปยังบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ใหญ่มากในประเทศเรา และได้ชื่อว่าเป็น “ข้าในกิจการของราชา” ใช่ครับ “ข้าราชการ” นั่นเอง ซึ่งในที่นี้จะรวมถึงพนักงานของรัฐใดๆ ที่รับเงินเดือนจาก ”หลวง” ทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วย

ถ้าตั้งคำถามถึง Productivity หรือผลิตภาพของราชการไทย ก็ต้องมองทั้งด้าน Output และ Input เรื่อง Input สามารถดูได้จากจำนวนข้าราชการ หรืองบประมาณประเทศที่ให้กับเงินเดือนข้าราชการ ส่วน Output อาจนับได้เป็นจำนวนบริการ หรือปริมาณงานที่สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ก็มีข้อจำกัดที่อาจจะวัดได้ไม่งายนักในภาพรวม เพราะบริการที่ให้กับประชาชนในประเทศมีความหลากหลายมาก

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจมากครับ และผมคิดว่านำมาใช้อธิบาย Productivity ของราชการไทยได้เป็นอย่างดี เผยแพร่มาแล้วประมาณปีเศษ จัดทำโดยสถาบันอนาคตไทยศึกษา สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ต่อภาพรวมของระบบราชการไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ 2547 ถึง 2556 [1]

เริ่มต้นจากด้าน Input ก่อน ข้อมูลพบว่า จำนวนบุคลากรรวมของภาครัฐ มีจำนวนที่สูงขึ้นมาถึงประมาณ 50% จาก 1.5 ล้าน มาเป็น 2.2 ล้านคน แม้ว่าจำนวนข้าราชการคงที่ ที่ประมาณ 1.3 ล้าน แต่ ไปเพิ่มที่ พนักงานรัฐ และ ลูกจ้างรัฐ จาก 2 แสน กลายมาเป็น 9 แสนคน นับเป็นองค์กรที่ใหญ่โตมากๆครับ

นอกจากการโตในด้านจำนวนแล้ว ผลตอบแทนก็เพิ่มขึ้นมาอย่างมากพร้อมๆกัน เงินเดือนแรกเข้าวุฒิปริญญาตรีเพิ่มขึ้นจาก 6,000 มาเป็น 15,000 บาท ถ้านับเป็นเปอร์เซ็นต์ก็เท่ากับโตถึง 150% ส่วนต่างที่เคยมีชัดเจน ระหว่างเงินเดือนราชการและเอกชน โดยเงินเดือนแรกเข้าของราชการอยู่ที่ประมาณ 2 ใน 3 ของเอกชนเท่านั้นได้หายไป และกลายเป็นมากกว่าเอกชนไปแล้ว

แน่นอนว่าถ้ามองเป็นเม็ดเงิน ที่ประเทศต้องใส่เข้าไปให้กับเงินเดือนบุคลากรรัฐแล้ว ทั้งจำนวนที่เพิ่มขึ้นมา ผนวกด้วยเงินเดือนที่สูงขึ้น ทำให้งบประมาณของประเทศที่ต้องกันออกมาไว้จ่ายเป็นเงินเดือน โตขึ้นมามากกว่า 3 เท่าตัว นั่นแปลว่า ถ้าราชการไทยจะรักษา Productivity ของตัวเอง ก็ต้องสร้าง Output ให้ได้มากขึ้น ด้วยสัดส่วนเดียวกันคือ 3 เท่า

นอกจากการเทียบเคียง (Benchmark) กับตัวเองแล้ว งานวิจัยยังเปรียบเทียบงบประมาณนี้กับประเทศอื่น แต่ไม่ได้เอาตัวเลขมาเทียบกันทันทีเพราะขนาดของประเทศที่ต่างกัน จึงใช้ตัววัดคือ นำงบประมาณไปเทียบเป็นสัดส่วนต่อ GDP ประเทศ แล้วค่อยนำมาเทียบกัน ผลลัพธ์พบว่า งบบุคลากรภาครัฐของไทยสูง เป็นอันดับต้นๆ ในเอเชีย อยู่ที่ประมาณ 7%  สูงกว่าเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่ 6% ฟิลิปปินส์ที่ 5% หรือสิงคโปร์ที่ 3% ของ GDP

มาดูด้าน Output กันบ้างครับ อย่างที่กล่าวแล้วว่า วัดตรงไปตรงมาลำบาก ด้วยบริการที่หลากหลาย และจะตีเป็นมูลค่า ก็ไม่สามารถทำได้ชัดเจนนัก ในงานวิจัยได้ใช้การจัดอันดับมาเป็นตัวประเมิน โดยตั้งสมมติฐานว่า ถ้า Output ดีขึ้น การจัดอันดับ (Ranking) ของภาครัฐไทยควรจะดีขึ้น

ในการประเมินโดยธนาคารโลก (World Bank) ในช่วงปี 2546 ถึง 2556 ต่อธรรมาภิบาลภาครัฐ จากข้อมูลทั้งหมด 196 ประเทศ ผลพบว่า ประเทศเราตัวเลขแย่ลงในหลายๆด้าน ความมีประสิทธิผลของรัฐบาลไทยอยู่อันดับที่ 74 ตกลงจากอันดับ 65 การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในภาครัฐก็ตกลงจากอันดับ 91 มาเป็นอันดับ 98  ดัชนีการรับรู้เรื่องคอร์รัปชั่น ก็ร่วงจากอันดับ 70 เป็นอันดับ 102

ดังนั้นถ้าเปรียบเทียบภาพราชการประเทศไทยเป็นองค์กรแห่งหนึ่ง 10 ปี ที่ผ่านไป มีการรับคนเข้ามามากขึ้น และปรับฐานเงินเดือนให้กับพนักงานด้วย แต่ความสามารถในการสู้กับคู่แข่งกลับลดลง ถ้าเป็นธุรกิจ ก็คือ ยอดขายหรือส่วนแบ่งการตลาดลดลง คาดเดาได้นะครับว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับองค์กรธุรกิจนี้

ดังนั้นเมื่อย้อนกลับไปที่เรื่องการแสดงออกถึงความจงรักภักดีแล้ว นอกจากการสวมชุดดำ และไปกราบไหว้พระบรมศพแล้ว ผมคิดว่าจากตัวอย่างความมุ่งมั่นทุ่มเทในการทำงานของพระองค์ จะทำให้มีคำถามย้อนกลับมายังข้าราชการทุกคนว่า เราได้ทำงานอย่างเต็มกำลังสมกับการได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชนแล้วหรือยัง?

ความจริงพนักงานเอกชนก็ไม่แตกต่างในข้อนี้นะครับ ว่าเราสร้างคุณค่าให้กับองค์กรมากกว่าเงินเดือนที่เราได้รับจากองค์กรแล้วหรือเปล่า เพราะถ้าไม่ใช่เสียแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นอะไร ที่องค์กรจะสมควรจ้างเราให้เป็นพนักงานต่อไปใช่ไหมครับ

และจากการทำงานหนัก ด้วยความมุ่งมั่น พัฒนา สร้างสรรค์ ของพระองค์ เพื่อให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ก็จะเป็นแบบอย่างในการตามรอยพระบาท ที่จะพัฒนางานโดยการแสวงหาหนทาง วิธีการใหม่ ให้ดียิ่งๆขึ้นไปอยู่เสมอ พฤติกรรม ”เช้าชามเย็นชาม” ควรจะกลายเป็นอดีต เหลือไว้แค่ในพจนานุกรมที่อธิบายความหมายว่า เป็นคำที่ใช้กล่าวถึงพฤติกรรมของข้าราชการในสมัยอดีต

เรามาร่วมกันสร้างพลังสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า เพื่อเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดีอย่างแท้จริง และยั่งยืนกันดีกว่าครับ



[1] http://www.thailandff.org/upload/reports/10%20year%20gov_officer.pdf

ประเทศไทยหมายเลข 4 หนทางที่ต้องมุ่งมั่น


รู้สึกระยะหลังๆมานี้ ได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับ ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ที่เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาล อยู่บ่อยครั้ง นึกสงสัยกันไหมครับว่าว่าแนวคิดตัวเลข 4.0 นี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร? มีความหมายอะไร? และ จะนำแนวคิดนี้มาใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง? มาทำความรู้จักกันครับ

ความจริงเรื่องการแบ่งยุคสมัยด้วยตัวเลขแบบนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด ในยุคทศวรรษฝรั่งปี 80 ก็มีการพูดถึงกันเป็นเรื่องดังมากๆ ผมเข้าใจว่าผู้อ่านหลายท่านคงยังจำกันได้ คือคำว่า “คลื่นลูกที่ 3 ที่มาจากชื่อหนังสือขายดีติดอันดับ ชื่อ The Third Wave ผู้เขียนคือ Alvin Toffler ที่พึ่งเสียชีวิตไปเมื่อกลางปี 2016 ได้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆของโลก กับคลื่นที่ถาโถมเข้ามาในแต่ละครั้ง

คลื่นลูกแรก เป็นคลื่นแห่งเกษตรกรรม เมื่อมนุษย์รู้จักการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ ทำให้สามารถตั้งหลักปักฐานสร้างผลผลิต และเกิดอารยธรรมสังคมทางการเกษตร คลื่นลูกที่สอง มาพร้อมกับการปฏิวัติอุตสาหกรรม เกิดโรงงานและบริษัทขนาดใหญ่ ทำให้ระบบการจ้างงานและการบริหารจัดการสมัยใหม่ได้รับการพัฒนาตามมา และ คลื่นลูกที่สาม เป็นยุคแห่งเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร (IT) ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกในทุกด้านทั้ง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และ สาธารณสุข

การแบ่งยุคสมัยด้วยหมายเลข ได้กลายมาเป็นคำที่รู้จักไปทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลเยอรมันประกาศ นโยบายอุตสาหกรรมแห่งชาติ Industry 4.0 (ถ้าภาษาเยอรมันจะสะกดเป็น Industrie) เมื่อปี 2013 ด้วยแนวคิดว่า นี่คือแนวโน้มทิศทางการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ของโลก โดยการนำเทคโนโลยีดิจิตอลและอินเตอร์เน็ต มาใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า ซึ่งเยอรมันจะต้องรักษาความเป็นผู้นำทางอุตสาหกรรมเอาไว้ให้ได้ รวมไปถึงดึงเอาอุตสาหกรรมที่เคยย้ายฐานการผลิตออกไป กลับเยอรมัน

ตัวอย่างรูปธรรมหนึ่งที่ผมพบคือ ข่าวโรงงานรองเท้ากีฬา  Adidas ได้กลับมาตั้งโรงงานในเยอรมันอีกครั้ง หลังจากเป็นเวลา 20 ปีแล้ว ที่ย้ายโรงงานออกไปยังประเทศในเอเชียเพื่อหาต้นทุนที่ถูกกว่า จุดเด่นของโรงงานต้นแบบแห่งใหม่นี้คือ การใช้เทคโนโลยีล่าสุด ระบบ Automation และหุ่นยนต์ในการผลิต โดยมีเป้าหมายให้ต้นทุนการผลิต สามารถสู้กับโรงงานในเอเชีย ที่ใช้แรงงานคนเป็นหลักได้ จะเริ่มการผลิตเป็นทางการในปี 2017 นี้ครับ

หลักการคิดของ Industry 4.0 ใช้ “เทคโนโลยีสำคัญที่เกิดขึ้น” มาแบ่งเป็นยุคต่างๆ เริ่มต้นกับ Industry 1.0 เมื่อเครื่องจักรไอน้ำได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นด้วยพลังงานจากถ่านหิน และโรงงานได้ถูกสร้างขึ้น ทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เราได้ยินกันบ่อยอยู่แล้ว

การปฏิวัติในยุค 2.0 มีการค้นพบไฟฟ้า และสามารถนำมาใช้ในการประดิษฐ์มอเตอร์ เกิดสายพานการผลิตแห่งแรกของโลกในโรงงานเชือดสัตว์ งานย่อยๆถูกมอบมอบหมายให้กับพนักงานแต่ละคนเพื่อให้มีความเชี่ยวชาญชำนาญในงาน พระเอกของยุคนี้คือ อุตสาหกรรมรถยนต์ Ford พร้อมกับการเกิดของคำว่า Mass Production ที่ทำให้ราคารถยนต์ลดลงอย่างมาก

การปฏิวัติในยุค 3.0 เกิดขึ้นเมื่อมีการประดิษฐ์อุปกรณ์ Electronics และพัฒนาไปใช้เพื่อการควบคุมการทำงานของเครื่องจักรในโรงาน คือ PLC (Programmable Logic Control) ทำให้เกิดเครื่องจักรอัตโนมัติ (Automation) หุ่นยนต์การผลิต (Industry Robot) ซึ่งเป็นความก้าวหน้าในยุคปัจจุบันนี้

ยุคต่อไปที่กำลังจะมาถึงคือ การปฏิวัติในยุค 4.0 ที่จะมาพร้อมกับ การบูรณาการระบบการผลิต ระหว่างการทำงานของมนุษย์ เครื่องจักรที่ชาญฉลาด และโลกของข้อมูลข่าวสารทั้งโลกจริงและโลกเสมือน (Virtual World) ทางเยอรมันเรียกหลักการนี่ว่า Cyber-Physical Systems

เทคโนโลยีใหม่ๆของยุค 4.0 ที่มักจะได้รับการกล่าวถึงว่า จะถูกนำมาใช้ในภาคการผลิตและธุรกิจ เช่น การเชื่อมทุกสิ่งเข้าสู่โลกของอินเตอร์เน็ต (IOT: Internet Of Things), หุ่นยนต์อัตโนมัติ (Autonomous Robot), Big Data และ การวิเคราะห์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI: Artificial Intelligent),  ความจริงเสริม (AR :Augmented Reality), เครื่องพิมพ์ 3D (3 มิติ), Cloud Computing เป็นต้น[1]

ขอพูดถึง IOT เป็นตัวอย่างครับ เมื่อการเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย Internet ไม่ได้เกิดขึ้นกับคอมพิวเตอร์หรือมือถือเท่านั้น แต่สามารถสื่อสารเชื่อมโยงกับอุปกรณ์ใดๆได้ด้วย ทำให้เกิดคำว่า Smart  อะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด เช่น  Smart Factory, Smart Home, Smart city มีตัวอย่างใกล้ตัวหนึ่ง ผมคิดว่าผู้อ่านน่าจะได้เคยเห็นโฆษณาของเครื่องปรับอากาศยี่ห้อหนึ่ง ที่สร้างจุดขายว่าสามารถสั่งเปิดแอร์ได้จากมือถือ และเมื่อมีการทำงานผิดปกติ เซ็นเซอร์ภายในตัวเครื่อง จะส่งข้อมูลเตือนเข้ามือถือได้เช่นกัน

แนวคิด Industry 4.0 ได้เข้าไปโดนใจรัฐบาลของเรา และนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ แต่ขยายความจากภาคอุตสาหกรรมการผลิต ขึ้นมาเป็นทิศทางการพัฒนาประเทศ กลายเป็น ประเทศไทย 4.0 หรือ Thailand 4.0

การแบ่งประเทศไทยตามแต่ละยุคนั้น เปลี่ยนจากการใช้เทคโนโลยีมาเป็น ”กลไกขับเคลื่อนความมั่งคั่งของประเทศ” ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลาดังนี้ครับ ประเทศไทย 1.0 เป็นยุคเกษตรกรรมดั้งเดิม ประเทศไทย 2.0 ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมเบา โดยมีจุดขายคือการใช้แรงงานราคาถูกในการผลิต เพื่อทดแทนการนำเข้า เศรษฐกิจเติบโตด้วยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีในประเทศ

ประเทศไทย 3.0 เกิดอุตสาหกรรมหนักที่มีเครือข่ายซับซ้อนมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีและทุนที่มาจากต่างประเทศเป็นหลัก เพื่อเน้นในการส่งออก ทำให้เศรษฐกิจประเทศเจริญเติบโตได้ 7-8% ต่อปีมาได้ระยะหนึ่ง แต่แล้วก็ลดลงมาเฉลี่ยเหลือเพียง 3-4% เป็นระยะมาเกือบ 20 ปีแล้ว โดยประเทศเรากำลังอยู่ในยุคนี้

ประเทศไทย 4.0[2] เป็นเป้าหมายที่ประเทศจะต้องมุ่งไปในทิศทางนี้ โดยการสร้าง เศรษฐกิจฐานคุณค่า (Value-Based Economy) ด้วยนวัตกรรม จึงจะทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้อีกครั้ง และสามารถก้าวข้ามผ่านการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง ที่เป็นมาเกือบ 30 ปีแล้ว ให้ขึ้นไปเป็นประเทศรายได้สูง การเปลี่ยนแปลงที่จะต้องผลักดัน มีใน 3 มิติสำคัญ คือ

1.จากการผลิตสินค้า โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง นวัตกรรม”

2.จากการขับเคลื่อนด้วย ”อุตสาหกรรม” ไปสู่การขับเคลื่อนด้วย “ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)”, “นวัตกรรม (Innovation)”, และ “เทคโนโลยี (Technology)

3.จากการเน้น ”ภาคการผลิต” สินค้า ไปสู่การเน้น “ภาคบริการ” มากขึ้น

กระทรวงอุตสาหกรรม รับนโยบายด้วยการประกาศ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ ”ต่อยอด 5 อุตสาหกรรมเดิม” เพื่อสร้าง S-Curve ใหม่ เพราะทั้ง 5 กลุ่มนี้ได้สร้าง S-Curve ไปแล้วครั้งหนึ่ง (คือการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมที่ผ่านช่วงการเติบโต และกำลังจะเข้าสู่ช่วงนิ่งๆไม่โตต่อไปแล้ว ลองเปรียบเทียบด้วยภาพตัว S เอียงๆครับ) อุตสาหกรรมกลุ่มนี้ประกอบด้วย ยานยนต์สมัยใหม่, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ, เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ, และ อาหารแปรรูป

กลุ่มที่สองคือ  การสร้าง 5 อุตสาหกรรมใหม่” ประกอบด้วย หุ่นยนต์อุตสาหกรรม, การบิน, การแพทย์, เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมี, และ Digital ด้านกระทรวงอื่นๆ ก็มีการกำหนดนโยบายไปในทางทิศทางเดียวกัน เช่น การจัดตั้งศูนย์วิจัยอาหาร (Food Innopolis) ที่กระทรวงวิทย์เป็นเจ้าภาพ เพื่อผลักดันงานด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ในอุตสาหกรรมอาหาร

เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับการลงทุนตามอุตสาหกรรมเป้าหมาย รัฐบาลได้ผลักดัน พรบ.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านมาตรการต่างๆทาง BOI นอกจากนั้นยังรวมถึงโครงการขนาดยักษ์คือ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC-Eastern Economic Corridor) โดยวางเป้าหมายเม็ดเงินลงทุนถึง 1.5 ล้านล้านบาทใน 5 ปี ทั้งจากภาครัฐในการลงทุนสาธารณูปโภค และการลงทุนจากธุรกิจเอกชน พร้อมกับตั้งเป้าหมายการปรับปรุงการจัดอันดับ Ease of Doing Business” ที่สำรวจโดยธนาคารโลก จากอันดับ 46 ในปี 2016 ให้ดีขึ้นเป็น อันดับต่ำกว่า 40 ภายในปี 2017 ด้วย

นโยบายประเทศไทย 4.0 ยังได้รับการยกระดับเข้าไปเชื่อมต่อกับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่จะเริ่มใช้ในปีนี้คือปี 2560 จนถึงปี 2564 และเป็นจุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยตั้งเป้าหมายให้พ้นการเป็นประเทศรายได้ปานกลางในปี 2579 ซึ่งจะว่าไปแล้ว ถ้านี่เป็นนโยบายที่มีความต่อเนื่องได้จริง ต้องนับได้ว่าเป็นวิสัยทัศน์ระยะกลางถึงยาวเป็นครั้งแรกของประเทศเราเลยครับ

เล่ามายาวหลายเรื่อง ฟังดูก็เป็นภาพที่สวยงามดีใช่ไหมครับ แต่ในทางปฏิบัติให้เกิดผลได้จริงนั้น ก็ต้องมาจาก ”คนไทย” เราเอง ในงานสัมมนา Opportunity Thailand ที่เป็นงานใหญ่จัดโดยทางรัฐบาล มีการเชิญผู้บริหารระดับสูงทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน มีเสียงสะท้อนหนึ่งจากประธานกลุ่มบริษัท  บี.กริม ที่ผมคิดว่ามีประโยชน์ชวนให้ฉุกคิดมากคือ

“..ประเทศไทยมีจุดแข็งคือความเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงภูมิภาค แต่คนไทยต้องก้าวให้ทันโลก..หัวใจสำคัญของการเรียนรู้อยู่ที่การ ”ตั้งคำถาม” มากกว่า “การค้นหาคำตอบ” คนไทยยังขาด “วัฒนธรรมการถกเถียง” ..บุคลากรที่จบมายังไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย..ที่จริงคนไทยเก่งเยอะ แต่ยังขาดวิธีคิดของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ภาครัฐควรสนับสนุนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในไทยให้เป็น “สังคมแห่งการเรียนรู้”..”

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในมันสมองหลักของนโยบายนี้ ได้กล่าวถึงการพัฒนาคนว่า ประเทศไทย 4.0 จะเกิดขึ้นได้ก็จากคนไทย ที่ต้องยกระดับตนเองเป็น “คนไทย 4.0 โดยการพัฒนาตนเองใน 4 มิติ คือ

1. จากคนไทยที่มี “ความรู้ความสามารถจำกัด” เป็นคนไทยที่มี “ความรู้ความสามารถสูง” ในโลกศตวรรษที่ 21;

2. จากคนไทยที่เน้น “ประโยชน์ส่วนตน” เป็นคนไทยที่ ”รับผิดชอบต่อสังคม”;

3. จาก Thai-Thaiเป็นGlobal-Thai เป็นคนไทยที่มีอัตลักษณ์ความเป็นไทยและมีศักดิ์ศรีในเวทีสากล; และ

4. เปลี่ยนจาก Analog Thaiเป็นDigital Thai เพื่อสอดรับกับการเข้าสู่ยุคแห่ง Digital

คงปฏิเสธไม่ได้นะครับว่า คลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนี้ กำลังสาดซัดเข้ามาอย่างรวดเร็ว การปรับตัวให้เข้ายุคสมัย คือสิ่งที่ทั้งธุรกิจและแต่ละบุคคล หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อ 6-7 ปีก่อน ผมยังซื้อมือถือ Nokia ในฐานะเบอร์หนึ่งของตลาดโลกอยู่เลย แต่ตอนนี้หายสาบสูญไปจากตลาดแล้ว เพราะไม่สามารถปรับตัวตามยุคสมัยของ Smart phone ที่บุกเบิกด้วย iPhone เมื่อปี 2007 ซึ่งใช้เวลาแค่ 10 ปีเองนะครับ

พนักงานหรือคนทำงาน ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองจากงานที่ใช้แต่กำลังกาย ไม่ต้องมีความรู้ความสามารถอะไรมากมาย มาเป็นการทำงานด้วย ความรู้ และ ทักษะความชำนาญที่สูงขึ้น เพราะงานทักษะต่ำ จะถูกทดแทนด้วยแรงงานเพื่อนบ้านที่กำลังพัฒนาตามเราขึ้นมา หรือไม่ก็ถูกแทนด้วยเครื่องจักร หุ่นยนต์ เทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ อย่างที่เราคุยกันไปแล้ว

ส่วนเรื่อง การพัฒนาของเทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องในธุรกิจตนเอง เป็นสิ่งที่ทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญ ทั้งการติดตามข้อมูลข่าวสารทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น รวมทั้งพัฒนาบุคลากรขององค์กรให้รู้เท่าทัน และเลือกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในบ้านเรามีงานแสดง Exhibition ที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ปีละหลายๆครั้ง พร้อมกับมีงานสัมมนาควบคู่ไปด้วย เป็นวิธีการเรียนรู้ให้กับพนักงานในองค์กร โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนอะไรมากมายเลย ได้อย่างง่ายๆวิธีหนึ่ง

แต่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปขนาดไหน ผมเชื่อว่าในอีกมุมหนึ่ง ก็ยังคงมีช่องว่างทางธุรกิจเสมอ สำหรับ อุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้ทักษะและจิตวิญญาณของมนุษย์ ที่เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้ ในญี่ปุ่นที่เทคโนโลยีการผลิตก้าวหน้ามาก อุตสาหกรรมหัตถกรรมทำมือ ก็ยังคงอยู่รอดในตลาดด้วยราคาที่สูงมากด้วย ของบ้านเราเองจุดขายของผลิตภัณฑ์ OTOP คงไม่ใช่เทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเฉพาะ เชื่อมโยงกับความเป็นมาของชุมชน มีเรื่องราวของวัตถุดิบ กระบวนการ ที่ไม่เหมือนใคร ผสมผสานกับทักษะฝีมือที่โดดเด่น แตกต่างจากชุมชนอื่นๆครับ

มาถึงบทส่งท้าย ไม่ว่าจะเป็นการมองวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมใน Industry 4.0 จนมาเป็น ประเทศไทย 4.0 ทำให้เรามองเห็นเป้าหมายในอนาคต โดยการทบทวน เรียนรู้ เส้นทางจากอดีตที่ส่งผลให้ได้มายืนอยู่ในตำแหน่งปัจจุบัน แต่ละธุรกิจที่เจริญเติบโตมา ผมคิดว่า ถ้าลองมองย้อนกลับไปอาจจะพบองค์กรของเรา สามารถแบ่งเป็นยุคต่างๆได้บ้างเหมือนกัน เพื่อทำให้เข้าใจเส้นทางที่ได้เดินมา และที่กำลังจะเดินไปมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ความเป็นมาเป็นไปและแนวโน้มอนาคตที่กำลังจะเข้ามาถึง จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อ ได้นำไปคิดกันต่อว่า จะวางแผนรับมือและใช้ประโยชน์ เพื่อการพัฒนาตนเองรวมไปถึงองค์กรธุรกิจอย่างไร อันจะทำให้แนวความคิดประเทศไทย 4.0 สามารถเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่เรื่องโลกสวย เลื่อนลอย ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติครับ



[1] ท่านที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จากการ search ด้วยคำว่า Industry 4.0 กับบริษัทที่ปรึกษาชื่อดัง เช่น PWC, BCG, KPMG หรือ Gartner
[2] สามารถดูวิดีโอบรรยาย จัดทำโดยกระทรวงพาณิชย์ ที่ทำให้เข้าใจแนวคิดได้ง่ายมากใน Youtube โดย search ด้วย Thailand 4.0